Home

ยามกาลชะตา

User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 


ร้านกาแฟเจ้าโก หลังตลาดสด เป็นร้านใหญ่ร้านเดียวในตัวจังหวัดที่มีขาประจำมากที่ สุดตั้งแต่เช้าจดสาย คอกาแฟจะแน่นขนัดทุกวันไม่ขาดและเพราะรสมือกาแฟดีนี่แหละเลื่อนฐานะเจ้าโก ตั้งแต่อยู่ห้องแถวไม้เก่าๆ ชั้นเดียว จนขณะนี้เป็นตึก ๒ คูหา เลื่อนฐานันดรตั้งแต่อ้ายโกมาเป็นเจ้าโก-เถ้าแก่โก อีไม่ช้าไม่นานก็คงเป็นเจ้าสัวโก

เช้าวันนี้คอกาแฟก็คงแน่นมาตั้งแต่เช้า พอตกสายแดดจัดก็ค่อยเบาบางลง แต่โต๊ะสุดมุมห้องชายผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยผู้หนึ่งซึ่งน่งมาแต่เช้าจนบัดนี้ เหลืออยู่คนเดียวในร้าน สายตาคอยจับจ้องอยุ่ต้นทางที่มาจากตลาด ผลุดลุกผลุดนั่งกิริยากระสับยกระส่วยจนเห็นได้ชัด

ตัวเถ้าแก่เจ้าโก ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันทั้งจังหวัดว่าจะใส่เสื้อปีละ ๒ ครั้ง คือตรุษจีนและชิ๊ดว่วยปั่วสราทจีนเท่านั้น แก่แร่มาที่โต๊ะแขกคนสุดท้าย ทำทีปัดกวาดเช็ดถูกึ่งไล่ชายที่นั่งอยู่ในที เพราะเห็นว่านั่งมาแต่เช้า ครั้นเห็นผู้นั่นนั่งท่าเฉยเมยไม่รู้เท่าทันในท่าทีก็ถามเอาซึ่งหน้า

“อานายหมอเถา สั่งอะไรกินอีกซี นั่งเฉยๆ ก็ไม่ลี”

“อุบ๊ะ…”

ผมชักถอนฉิวนิสัยเห็นแก่เงินของเจ้าโกซึ่งรู้นิสัยมานมนาน

“อั้วไม่ได้นั่งเฉยๆหรอกว๊ะ สั่งมากินจนแก้วเกลื่อนโต๊ะแล้ว ๘-๙ แก้วได้กระมังอิ่มจนจะล้นคอหอย”

ผมสะกดใจท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆ เสียหลายจบเพื่อกลั้นโมโห

“คนๆ เดียวสั่งกาแฟกินถึง ๓ ถ้วย มันก็เหลือกินอยู่แล้วเจ้าโกเคยเห็นเร๊อะ”

“ช่าย…ไม่เคยเห็น แล้วคนขอน้ำชาเปล่ากิน ๖ ถ้วย หมอเถาเคยเห็นไม๊”

“พุทโธ ธัมโม สังโฆ”

ผมโมโหจนลืมตัวท่องคาถาเสียงดังเต็มเสียง

“อ๊ะหมอเถา ลื้อท่องคาถาช่งอั๊วเร๊อะ”

เจ้าโกชี้นิ้วสั่น ผมลุกขึ้นยืนทันที ไม่ได้คิดจะวางมวยหรืออะไรหรอก ชักอายเพราะเสียเจ้าโกดังลั่นลูกจ้างในร้านก็เกร่ล้อมเข้ามาฟังเรื่องหลายคน ตัดใจยอมนิ่งเป็นพระเข้าไว้ ควักสตางค์ค่ากาแฟ ๓ ถ้วยโยนลงบนโต๊ะพรวดพราดออกจากร้านเจ้าโก เพราะไม่ไว้ใจโมโหของตัวเอง หรือไม่ก็กลัวโมโหของเจ้าโกจะพากันเจ็บเนื้อเจ็บตัวลงฝ่ายหนึ่ง พอพ้นหน้าร้านเลี้ยวมุมตึกแถว อารมณ์รีบร้อนเพราะโทสะยั้งไม่ทันชนโครมเข้ากับคนที่เดินออกจากมุมตึกมาเช่นกัน เสียหลักขมำจนต้องผวากอดคนถูกชนเอาไว้กันหกล้ม

“บ๊ะ…หมอเถา”

คนถูกชนจำได้ทักขึ้น

“บ๊ะ…ครูก้อน”

ผมชักเคือง

“ถ้ารู้ว่าเป็นครูแต่แรกฉันปล่อยให้หกล้มเด็ดไม่ประคองเอาไว้หรอก”

“ช๊ะๆ หมอเถา แกกอดฉันเพราะตัวแกเองจะล้มกลื้งโค่โร่ไปหรอกมาตีผีปากเอาบุญคุณ”

ผมเห็นเสียเปรียบก็เลยคร้านจะต่อล้อต่อเถียง แล้วต่อว่า

“ครูนัดให้ฉันมาคอยร้านกาแฟเจ้าโกแต่เช้า ยังไงกันพ่อคุณถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้เกือบเสียผู้เสียคนไปแล้ว”

“มันจำเป็น มีเรื่องจำเป็นจริงๆ”

ครูแก้ตัวอ้อมแอ้ม ชูดอกไม้ธูปเทียนในมือให้ดู

“มัวไปซื้อดอกบัวในตลาด”

“เฮ่ย…ไม่จริงละ”

ผมขัดคอ

“ร้านดอกไม้มันอยู่หน้าตลาดแค่นี้ต่อให้เป็นพระยาน้อยชมตลาดเสีย ๓ รอบมันก็ไม่เสียเวลาถึงยังงี้”

ครูก้อนถูกรุกจนมุมก็แย้มๆควมจริง

“แม่ค้าดอกบัวผัวเขาหึงเพราะฉัน ถึงกับลงมือลงไม้ตบตีกัน ฉันเลยเสียเวลาชี้แจงแก้ความเข้าใจผิดกว่าจะเชื่อเสียเวลาไปนาน”

ผมตกใจร้อง

“อ๊ะครูไปเจ้าชู้กับเมียเขาอีท่าไหนถึงเกิดเรื่องได้ เคราะห์ดีถ้าเขาลงไม้ลงมือกะครูลงยุ่งกันใหญ่”

“ปัดโธ่ แลั้วกันหมอเถา อย่าเดาให้ฉันเสียผู้เสียคนซี ฟังเรื่องให้มนจบเสียก่อนใครจะบ้าไปทำอย่างนั้น”

“แล้วเรื่องมันยังไงถึงต้องมาเกี่ยวกะครูเรื่องหึงเรื่องหวง”

ครูก้อนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ทำท่ากระดากๆที่จะเล่าให้ฟัง

“เมื่อเช้าแวะไปซื้อดอกบัวและธูปเทียนร้านแม่ยี่สุ่น แกไม่เอาสตางค์ กลับเชิญเข้านั่งในร้านเอาดวงมาให้ดู เพราะหมู่นี้ค้าขายไม่ดีเลย ฉันก็ทายเขาไปว่าเขาจะโชคดีสองชั้น อีก ๓-๔ เดือนจะค้าขายคล่องได้เงินได้ทอง แล้วก็จะได้บุตรไว้ชื่นชมอีกคน เท่านั้นแหละเจ้าผัวที่นั่งฟังอยู่ด้วยลุกขึ้นฮึดฮัด หาว่าแม่ยี่สุ่นริคบชู้สู่ชายแน่ เถียงกันคนละคำสองคำพอถึงขั้นด่าก็ถึงขั้นลงมือกันเลยทีเดียวฉันตกตะลึงนึกไม่ถึง”

“นั่นซี…ครูทายเท่านั้นก็ไม่เห็นมันจะเสียหายตรงไหน”

“เสียหายซีหมอเถาเอ๋ยสองคนผัวเมียนี้มีลูก ๔ คนเข้าไปแล้ว เจ้าผัวมันบอกว่าไปผ่าตัดทำหมันที่กรุงเทพฯมาร่วมปี ถ้าเมียมันมีลูกขึ้นมามันจะอะไรเสียอีกคำทำนายของฉันนั่นเองก่อเหตุ”

“โธ่เอ๋ยครู”

ผมปลงอนิจัง

“มันช่างเคราะห์กรรมของครูแท้ๆ ไปหาหลวงตาวันนี้ขอน้ำมนต์ท่านรดเสียมั่งก็จะดี ฉันก็จะรดด้วย หมู่นี้ดวงชะตาทางโหราศาสตร์ของเราสองคนมันช่างตกต่ำเสียจริง”

ครูก้อนคว้าข้อมือผม

“ไปเถอะสายเต็มทีแล้ววันนี้วันพฤหัสว่าจะขอเรียนดวงดาวจากหลวงตา ดอกไม้ธูปเทียนฉันก็เตรียมเผื่อหมอเถามาแล้วเดี๋ยวจะเพลเสีย”

ผมออกเดินตามมือครูที่จูงไปเดินตามกันต้อยเหมือนเด็กๆ เพิ่งจะพ้น ๑๐ โมงเช้า มาได้ครู่เดียว ผมกับครูก้อนย่างขึ้นกุฎิหลวงตา มีแขกนั่งสนทนากับหลวงตาอยู่หลายคน จึงเลี่ยงมานั่งรออยู่หอฉันห่างๆ พอได้ยินเรื่องที่สนทนากันได้ความว่าจะบวชลูกชายก่อนเข้าพรรษานี้ และจะมานิมนต์หลวงตาเห็นคู่สวด ส่วนอุปัชฌาย์ก็เป็นเจ้าอาวาสตามธรรมเนียม จนสิ้นเวลาพักใหญ่ แขกก็ลากลับแล้ว ผมกับครูก้อนถือดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปกราบหลวงตา

หลวงตาชื้นยิ้มรับอารมณ์ดี

“เออ…หมอเถาและครูวันนี้มันอะไรกันถึงมีดอกไม้ธูปเทียนมาครบมือทั้งสองคน”

ครูก้อนเงยหน้าขึ้นมือยังพนม

“วันนี้วันพฤหัส หลวงตาอนุญาตไว้จะสอนยามดวงดาวให้ขอรับ”

“บ๊ะ! มันรวดเร็วทันใจดีจริง พูดอยู่เมื่อวานหยกๆเออก็ดีเหมือนกันวันนี้ก็เหมาะ ข้างขึ้น ๑๐ ค่ำ เวลาก็ดีตะวันยังไม่คล้อยเอ้าประเคนดอกไม้มา”

ผมกับครูก้อนคลาน เข้าใกล้ สองมือประคองดอกไม้ธูปเทียน นอบน้อมถวายพร้อมกันทั้งสองคน หลวงตาเอื้อมทั้งสองมือมาจับไว้แน่นพึมพำพอได้ยินถนัด

“พุทธัง ประสิทธิ์ ธัมมังประสิทธิ์ สังฆังประสิทธิ์ ข้าขอประสิทธิ์วิชาโหรแก่เจ้าทั้งสอง ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้วิชาที่เจ้าเรียนรู้จงจำเริญรุ่งเรืองในทางสุจริตคิดชอบ”

หลวงตารับดอกไม้ธูปเทียนบูชาครูเอาขึ้นวางไว้บนที่บูชาพระแล้วก็ย้อนถามถึงเรื่องเมื่อวาน

“เรื่องเจ้าหนูบุญเกื้อ ที่สั่งให้ไปทำเมื่อวานได้ความว่าอย่างไรหมอเถา”

“เรียบร้อยคะรับหลวงตา”

ผมตอบ

“คุณนาย นายอำเภอท่านดีใจใหญ่ เพราะไม่มีเด็กมานาน ไม่รังเกียจที่จะรับไว้เป็นลูก แต่ตอนนี้จะรับฝากไว้ก่อน อีก ๒-๓ วันจะพอมาให้หลวงตาผูกข้อมือมอบให้เป็นบุตรจะได้เป็นสิริมงคลแก่เด็กและเขา”

“หมดเรื่องหนักอกไปเสียที”

หลวงตาชื้นถอนหายใจยาวโล่งอก

“ลืมดูดวงตัวเองเกือบเสียท่านังแม่มัน แต่ดูๆ ก็น่าสงสารหรอกคนมันสิ้นคิดสิ้นทางมันก็ต้องเอาตัวรอด”

หลวงตาท่านพูดจบก็หันไปคว้ากระดานโหรมาขีดดวงและวางดาวประจำวันเมื่อวานนี้ยื่นมาให้ดูตรงหน้า

“ครูกะหมอเห็นอะไรมั่ง”

หลวงตาชื้นร้องทักถาม

“เห็นแต่ดวงกับดาวครับ หลวงตา”

ผมตอบซื่อๆ แถมโง่ด้วย

“และไม่มีลัคนา”

“บ๊ะ ก็มันจะมีลัคนาได้ยังไง มันไม่ใช่ดวงคนมันเป็นดวงยามประจำวันนั้นๆ”

หลวงตาว่า

ครูก้อนก็คงสงสัยเช่นเดียวกับผมจึงซัก

“ ถ้าไม่มีลัคนาแล้วจะทายภพทายเรือนเขาอย่างไรล่ะขอรับ เพราะความหมายดีชั่วมันก็อยู่ตรงภพตรงเรือนนั่นแหละ”

ฟังให้ดีพ่อสองแก่ ฟังเจ้าแก่ที่สามคืออาตมาจะสอนให้อย่าเพิ่งสงสัยเลอะเทอะ”

หลวงตาพูดกลั้วหัวเราะ

“ลัคนาน่ะต้องมีแต่แบบนี้เขาเรียกว่า กาลชะตาทางจันทรคติ อีกสายหนึ่งเขาเรียกกาลชะตาทางสุริยคติ คือวางดวงดาวประจำวันแล้วก็วางลัคนาแบบผูกดวงชะตาบุคคลตามเวลาที่ประสงค์จะรู้ ทำนายทายทักตามความหมายของดาวของเรือนที่ปรากฏแต่กาลชะตาทางจันทรคตินี้ท่านใช้ดวงจันทร์เป็นหลัก”

ทั้งผมทั้งครูก้อนนิ่งฟังตอนสำคัญจนเกือบจะลืมหายใจ แต่เห็นหลวงตาท่านกลังนิ่งเสียไปจุดบุหรี่สูบก็อดซักไม่ได้

“หลวงตาหมายถึงว่าต้องหาลัคนาจากจันทร์เหมือนหาลัคนาจากอาทิตย์เช่นนั้นหรือขอรับ”

ไม่ใช่เช่นนั้นการหาลัคนาจากดวงจันทร์อย่างอาทิตย์ไม่ได้ผิดหลัก เพราะอันโตนาทีที่ลัคนาเดินไปทุกราศีนั้น โบราณท่านวางไว้จากฉายาของอาทิตย์ดวงจันทร์เดินเร็วกว่าอาทิตย์มากใช้กันไม่ได้”

ทั้งผมทั้งครูก้อนถอนใจพรืดพร้อมกันอย่างผิดหวังทั้งโง่ทั้งมือมนเหมือนเดินเข้าถ้ำ

“พูดถึงลัคนาวางจากจันทร์”

หลวงตาพูดตึกตรองเหมือนรำลึกถึงความทรงจำแต่หนหลัง

“เคยได้ยินทานเจ้าคุณใหญ่เมื่อตอนมีชีวิตอย่านพูดถึงอยู่เหมือนกันว่าเขาใช้กับฤกษ์ แต่อาตมาไม่ทันได้เรียนไว้เพราะท่านมรณภาพเสียก่อน”

“ถ้าวางลัคนาจากจันทร์ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรล่ะครับ”

“ถ้าวางไม่ได้หรือวางยากก็อย่างวางมันเสียเลย”

หลวงตาสรุปง่ายๆ ทั้งผมและครูก้อนร้อง อ้าว…เหมือนนัดกัน

“บ๊ะร้องยังกะค่างถูกยิง”

หลวงตาหัวร่อชอบอกชอบใจ แล้วท่านก็พูดเน้นเสียงหนักๆ

“กาลชะตาแบบจันทรคตินี้ เขาใช้จันทร์นั่นและเป็นตัวลัคนา”

ผมยกมือพนมท่วมหัวเคารพด้วยจริงใจ

“ตอนนี้มองเห็นโล่งเทียวครับ”

“โล่งยังไงหมอเถา”

ครูก้อนค้านคิ้วขมวดยังสงสัยไม่สิ้น

“มีลัคนาแล้วจะทายเขาอย่างไรกัน ดาวมันสิบดวงยังภพอีก ๑๒ เรือนนา หมอเถานา”

“เออจริงซี”

ผมเห็นจริงความรู้สึกสับสนวุ่นวาย เดี๋ยวโง่เดี๋ยวฉลาดมันเปลี่ยนวุบวับจนตั้งสติไม่ถูกได้แต่เหลียวมองหน้าครูก้อน แล้วก็มองหน้าหลวงตา แววตาละห้อย หลวงตาดูเหมือนจะมองแววตาของผมออกว่าอยากให้อธิบาย

“ก็ใช้ยามจับเอาซี มันยามตกดาวอะไรก็จับตัวนั้นขึ้นทายเขาตามความหมายของดาวและเรือนที่สถิตอยู่”

ขณะที่ผมยังงงๆ ให้นึกอิจฉาครูก้อนเสียจริง ดูหน้าตาแกยิ้มย่องผ่องใสแสดงว่าเข้าอกเข้าใจดี

“อย่างเช่น ดวงนี้เป็นวันพุธแม่เจ้าหนูบุญเกื้อเขามาเมื่อบ่ายโมงเศษ”

ครูก้อนสาธยายคล่องแคล่วนับยาม

“พุทธะ จันเทา เสารี ครู ภุมมะ สุริชะ ตกยามศุกร์ ศุกร์เป็นมรณะกับจันทร์ เป็นเรื่องรักร้างแตกแยก แต่เอ๊ะ..หลวงตา ขอรับ เป็นมรณะกับจันทร์หรือลัคนานี้ จะเป็นเรื่องเจ็บป่วยหรือเข้าของหายก็เป็นได้กระมังขอรับ”

“เออครูเป็นคนฉลาดดีเข้าใจซัก”

หลวงตาชมเชยจริงใจฟังให้ดี ศุกร์นี้ถ้าจะแปลอย่างพระ ก็แปลว่า “สุข” คือเครื่องให้ความสุขในโลกียะทั้งหลาย มันก็คือความรักความสนุกสนาน ทรัพย์สมบัติ ศุกร์ในดวงนี้มันมรณะอยู่เรือนอังคาร และอังคารเจ้าเรือนครองภพปุตตะมันเป็นเรื่องคนไม่ใช่สิ่งของ”

“จริงขอรับ หลวงตา”

ครูก้อนตรวจดาวดูเห็นจริง

“ถ้าจะอ่านถึงว่าเลิกร้างและต้องจากบุตรก็ยังได้ เพราะดาวมันบ่งชัด”

“เรื่องความหมายของดาวตัวยามและภพเจ้าเรือนต้องอ่านให้ดี”

หลวงตาชื้นย้ำอีก

“ตกอาทิตย์ก็มักเป็นเรื่องยศ ตำแหน่งงานหน้าที่งาน ตกยามจันทร์มักเป็นการเดินทาง ยามอังคารก็จะเป็นเรื่องเจ็บป่วยหนักๆ ตกยามพุธก็เป็นเรื่องข่าวคราวการนัดหมายเพื่อฝูง ตกพฤหัสก็เป็นเรื่องที่พึ่งที่อุปถัมภ์ การศึกษาคดีความ ตกยามศุกร์ก็เป็นเรื่องความรักทรัพย์สมบัติ ตกยามเสาร์เป็นเรื่องการทำมาเลี้ยงชีพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ตกยามราหูเป็นเรื่องถูกลักถูกขโมยถูกข่มเหงกดขี่ครองภพใดจากจันทร์ก็เอาความหมายดีชั่วตามภพผสมดาวทายเขา”

ผมลองนับยามตามดูก็นึกเอะใจ

“หลวงตาครับตัวราหูไม่มีในยามจะนับถึงราหูได้อย่างครับ แล้วเวลาตกยามจันทร์ก็เป็นตนุทุกทีเพราะเป็นลัคนาจะอ่านทายเขาอย่างไรครับ”

“เออแน่…วันนี้หมอเถาฉลาดคมคายจริง”

หลวงตาหัวร่อเอิ๊กชอบใจ

“ฉลาดอย่างนี้มันน่าจะสอนให้ ถ้าตกยามจันทร์ ก็เอาเจ้าเรือนที่จันทร์ครองนั่นแหละเป็นตัวทายตกภพใดกับจันทร์ก็ทายเขาไป ถ้าจันทร์ตกเรือนราหูก็นั่นแหละยามราหุละ หมอเถาเอ๋ย”

ทั้งผมและครูก้อนมองเห็นชัดยังกะภาพในกระจก หมดข้อเคลือบแคลงสงสัยใดๆอีกจึงก้มลงกราบทั้งสองคน

“เอ้าลองดูยามวันนี้ก็ได้”

หลวงตาชื้นชักสนุกครึ้มใจ

“ดวงยามวันนี้มันก็ดวงเดิมนั่นแหละ เพราะจันทร์และดาวอื่นยังไม่ยก เมื่อตอนหมอเถากะครูมา ดวงยามว่าอย่างไร ลองซ้อนๆ ดูทีรึ”

ผมกะครูช่วยกันนับยามที่มา

“ผมมากันเมื่อ ๑๐ โมงเศษ”

“วันนี้วันพฤหัสตกยามที่ ๓ คือยามอาทิตย์ อาทิตย์ครองภพศุภะแก่จันทร์ ก็จริงอีกแหละครับผมสองคนมาขอเรียนวิชา”

“ดาวมันมีหลายดวง ทำไมอ่านแต่อาทิตย์ดวงเดียว”

หลวงตาให้สติผมกะครูก้อนจ้องดูทั้งพุธและเสาร์ที่ร่วมอาทิตย์ นึกหาคำพยากรณ์อย่างไรก็นึกไม่ถูกท่ายอมสารภาพความโง่ของตัวเอง

”อ่านไม่ถูกครับ หลวงตา”

“อ้าวก็ดูซี เอาเสาร์ก่อน เสาร์มันแปลว่าเก่าแต่มันเป็นเจ้าเรือนปุตตะที่แปลว่าใหม่ มันจะประกอบเรื่องว่าอย่างไรเล่า”

“มันทั้งเก่าทั้งใหม่ผมเลยแปลไม่ออใหญ่”

ผมส่ายหน้าหมดหวัง

“อุบ๊ะ…หัดคิดเสียมั่งวี”

เสียงหลวงตาตำหนิ

“แปลว่าวิชาเก่ามาเรียนกันใหม่ก็ได้ หรือแปลว่าลูกศิษย์เก่ามาเรียนใหม่ก็ได้มันแปลได้ทั้งนั้น”

“ปัดโธ่หลวงตาชี้แล้วจึงนึกออก”

ครูก้อนตบเข่าเองฉาดและตุกออกไปคบอด

“ตัวพุธรวมกับอาทิตย์ก็แปลว่าการศึกษาและพุธกับเสาร์ก็คู่สมพล ก็แปลว่าวิชานี้เคยมีผลโด่งดังมาแล้ว”

หลวงตาพนักหน้ายิ้มชอบอกชอบใจ ส่วนผมก็คงอย่างว่าคือโง่กว่าครูก้อนเช่นเคย ตามเพื่อนไม่ทัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย

“ไหนๆ ครูก้อนก็เข้าใจแตกฉานแล้ว ช่วยอธิบายหน่อยเถอะเมื่อตัวยามคืออาทิตย์ ตกศุภะเรือนศุกร์นั้น ศุกร์เจ้าเรือนครองภพมรณะมันหมายความว่าอย่างไรอีก”

ครูก้อนจ้องมองกระดานโหรนิ่งอั้นไปพักใหญ่ ผลสุดท้ายก็ส่ายหน้าหันไปหาหลวงตา

“ต้องรบกวนหลวงตาอธิบายอีกครั้งเถอะขอรับ”

“มรณะมันก็คือมรณะนั่นแหละ แปลว่าวิชาที่เรียนนี้มันตายมาแล้วหรือมันนานมาแล้วน่ะซี”

เสียงกองเพลท้ายวัดตีตุมๆ บอกเวลาฉัน และเณรชั้วที่มายืนรีรออยู่ข้างๆ ทั้งผมและครูก้อนเกรงใจ ก็เลยถือโอกาสบอกลาทั้งสองคน แต่ก่อนจะลุกถอยออกมาหลวงตายืดมือที่กราบไว้บอกว่า

“เรื่องยามกาลชะตาทางจันทรคตินี้ อย่าไปหลงระเริงใช้พร่ำเพรื่อ จงใช้เมื่อยากจะรู้จริงๆ หรือเข้าวงอับวงราจึงจะได้ผลดี มิฉะนั้นจะไขว้เขวหมด”.

 
ป้ายโฆษณา
ThaihostDNS radio
Facebook
LiveChat
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday71
mod_vvisit_counterYesterday117
mod_vvisit_counterThis week188
mod_vvisit_counterLast week841
mod_vvisit_counterThis month2640
mod_vvisit_counterLast month3346
mod_vvisit_counterAll days166849