บุษบามีคู่
| ดัชนีบทความ |
|---|
| บุษบามีคู่ |
| หน้า 2 |
| หน้า 3 |
| หน้า 4 |
| หน้า 5 |
| หน้า 6 |
| หน้า 7 |
| ทุกหน้า |
จังหวัดที่ผมอยู่เป็นจังหวัดเล็กๆ ริมทางผ่านของถนนสายใหญ่เป็นเมืองชนบทที่มีธรรมชาติ และผู้คนสงบ ครั้งหนึ่งโหราศาสตร์เคยรุ่งโรจน์ ณ ที่นี้ และทำให้ชื่อเสียงจังหวัดของเราโด่งดังมากในสมัยเมื่อท่านเจ้าคุณใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงในการพยากรณ์ของท่านเล่าลือไปในหมู่โหรเกือบทุกจังหวัด แม้โหรผู้มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯก็เคยมานมัสการท่านอยู่เสมอ ท่านเจ้าคุณใหญ่ (ท่านเจ้าคุณพระสุเมธีวรคุณ (หลวงพ่อเปี่ยม) อดีตเจ้าอาวาสวัดเกาะหลัก และอดีตเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จึงเสมือนสมบัติของเมืองนี้ที่ชาวเมืองเคารพรักและภูมิใจ
เมื่อท่านมรณภาพ ล่วงมาจนบัดนี้ร่วม ๒๐ ปี ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านยังคงอยู่ก็จริงแต่เพลิงโหราศาสตร์ในเมืองนี้กลับวูบลง เหมือนเพลิงสิ้นเชื้อ นักโหราศาสตร์ที่เคยกระตือรือร้นเล่าเรียนเพื่อเอาดีทางนี้ ต่างเลิกรากันไปทีละคนสองคนจนถึงบัดนี้แทบจะเรียกว่าไม่มีเหลืออยู่เลย
นอกจากหลวงตาชื้น ซึ่งเคยมาอยู่รับใช้ปรนนิบัติวัตฐากท่านเจ้าคุณใหญ่อยู่ ๒ - ๓ ปี ก่อนท่านมรณภาพ แม้จะมิได้ เป็นศิษย์ที่ได้เล่าเรียนสั่งสอนกันโดยตรง แต่อยู่ใกล้ชิดได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ จึงพอจะจดจำมาได้ตามกำลังปัญญา เมื่อท่านย้ายมาจำพรรษาในเมือง กุฎิของท่านจึงมีแขกไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากชาวบ้านร้านตลาดที่มีทุกข์มาขอความอนุเคราะห์จากท่าน ก็มีพวกนักโหราศาสตร์ที่ยังสนใจและไม่สันทัดจัดเจนมาชุมนุมกันถกเถียงไต่ถามท่านบ้าง มาดูลีลาการพยากรณ์ของท่านเพื่อเก็บเป็นความรู้
ในจำนวนนั้นก็มีผมอยู่ด้วยคนหนึ่งที่เป็นขาประจำไม่ขาด อันที่จริงความรู้ทางโหราศาสตร์มีอนาคตผมก็แค่งูๆปลาๆ เป็นนักเรียนก็แค่ประถม ๔ ที่ต้องยึดโหราศาสตร์ไว้เหนียวแน่น เพราะอาชีพผมเป็นหมอแผนโบราณ ผมชื่อเต็มๆ ว่า นายเถาวัลย์ แต่ใครๆ ทั้งเมืองเรียกผมสั้นๆเหลือแต่ “หมอเถา” เดิมอาชีพนี้จำเริญรุ่งเรืองดี แต่พอหมอฝรั่งมันเพ้อเต็มเมือง ผมก็เลยต้องลดฐานะลงมาเหลือแต่แผนกกุมารเวช คือรับกวาดยาเด็กเป็นอาชีพหลัก พวกพ่อแม่เด็กก็มักขอให้ตั้งชื่อเด็กบ้าง ผูกดวงเด็กบ้าง เพราะเขาถือว่าการผูกดวงเด็กเท่ากับผูกมิ่งขวัญเด็กให้เป็นสิริมงคล ผมจึงจำเป็นต้องกระตือรือร้น ขวนขวายเรียนวิชาโหราศาสตร์
วันนี้ก็เช่นเดียวกับวันก่อนๆ พอตกบ่ายกะว่าพระฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ผมก็แอบไปชวนครูก้อนเพื่อนคู่หูขึ้นกูฎิหลวงตาชื้นเช่นเคย พอกราบเสร็จ ท่านก็ยกป้านชาคอของโปรดส่งมาให้อย่างรู้ใจ วันนี้เป็นวันพระ จึงมีขนมเหลือเพลกินแกล้มน้ำชา กินไปคุยไปสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่อยมาจนเรื่องดินฟ้าอากาศ
เสียงหมาใต้ถุนกุฎิเห่ากันแข่งกับเสียงเรียกชื่อหลวงตา แสดงว่ามีแขกมา เณรชั้วซึ่งมีหน้าที่ปรนนิบัติและดูแลแขกก็ลุกไปประตูชานกุฎิ เป็นผู้หญิงวัยกลางคน เหลียวหน้าเหลียวหลังคอยระวังสุนัขที่รุมเห่า ไม่ทันเห็นเณรที่ชะโงกประตูยังคงตะโกนเสียงดัง
“หลวงตาขา อยู่ไม๊”
เณรชั้วอายุย่าง ๑๖ ปีนี้ นิสัยติดข้างจะล้นๆ ตอบสวนควันทันที
“ขาของหลวงตาอยู่ทั้งสองข้างจ้ะ เดี๋ยวนี้ตัวของท่านก็อยู่กะขาของท่านน่ะแหล่ะคุณนายเฮี๊ยะ”











