ภูมิทักษา

เรื่องของการตั้งชื่อ ตามรูปแบบของคนรุ่นเก่านั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมตั้งตามรูปแบบฉบับเดิมคือหากเป็นชายใช้ เดช นำหน้าก่อน แต่ถ้าเป็นหญิงใช้ศรี หรือมนตรี “นำชื่ออักษรตัวแรก” เว้นกาลกิณี ถือว่าไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตหรือบุคคลเหล่านั้น

ถัดมาก็เป็นของ“ภูมิทักษา” ตามที่โบราณาจารย์ท่านได้กำหนดให้การเวียนทางทักษิณาวัฏ หรือการเวียนขวาตามเข็มนาฬิกาเป็นมงคลแก่ชีวิตหรือในการประกอบพิธีต่าง ๆ ช่องต่างๆจะกำหนดตามทิศทั้ง ๘ คือ บูรพา, อาคเนย์, ทักษิณ, หรดี, ประจิม, พายัพ, อุดร และอีสาน โดยเริ่มจากดาวอาทิตย์ ๑ แล้วเวียนทักษิณาวัฏไปทางหมายเลข ๒ ๓ ๔ ๗ ๕ ๘ และ ๖ ตามลำดับ กล่าวคือ “ทักษา” หมายถึงอัฏฐเคราะห์ หรือพระเคราะห์ทั้ง ๘ ได้แก่ พระอาทิตย์, พระจันทร์, พระอังคาร, พระพุธ, พระเสาร์, พระพฤหัสบดี, พระราหู และพระศุกร์ ตามลำดับตัวเลขข้างต้นดังที่กล่าว

นอกจากนั้นโบราณาจารย์ก็ได้แบ่งตัวอักษรเข้ากับตำแหน่งพระเคราะห์ทั้ง ๘ เป็น ครุฑนาม, พยัคฆนามสีหนาม, โสณนาม, นาคนาม, มุสิกนาม, คชนามและอัชนาม ดังปรากฏโครงสี่สุภาพกล่าวไว้ว่า

” อาทิตย์นามครุฑท้าว ปักษี
จันทรนามพยัคฆี เบียฑเนื้อ
อังคารกล่าวนามมี สิงหราช
พุธสุนัขโดยเชื้อ ชาตินั้น เป็นนาม
พฤหัสบดิ์มุสิกนี้ นามหนู
ศุกร์อัชนามสู แพะพี้
พระเสาร์อิศรเอกงู นามนาค
อสุรินทร์ท่านชี้ คชช้าง นามแถลง”

(อ้างอิง: มาจากตำราหนังสือโลกธาตุ หลวงสารประเสริฐ (ตรี นาคประทีป ) – เรียบเรียงจากตำราโหรของเจ้าคุณพระพรหมมุนี(อุปวิกาโส แย้ม)โลกธาตุเป็นตำราโหราศาสตร์ลำดับแรกๆ ที่มีเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ตำราโหราศาสตร์ในชั้นหลังมักมีการอ้างอิงตำราเล่มนี้ เสมอๆ)

หากนำพระเคราะห์ ทิศ และนามประจำวันทั้งหมดมาประกอบกัน ก็จะแสดงได้ดังภาพต่อไปนี้

จุดใหญ่สำคัญก็จะเป็นที่มาของ”แผนภูมิทักษา” นี่คือประถมบทแห่งการเรียนรู้ ทั้งนี้หลักการนับวันตามทักษา ให้นับเวียนขวาเสมอทุกครั้งไป นั่นย่อมหมายความว่า ใช้วันเกิดเป็นจุดเริ่มต้นนับ บริวาร > อายุ > เดช > ศรี > มูละ > อุตสาหะ > มนตรี > กาลกิณี อย่างนี้เป็นต้น

นัยยะสำคัญคือความหมายของทักษา
บริวาร หมายถึง บุตร สามี ภรรยา ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งคนที่เราต้องให้ความอุปการะภายในครอบครัวเราทุกคนด้วย
อายุ หมายถึง ชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิตของเรา
เดช หมายถึง อำนาจวาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงาน ตลอดจนการศึกษาเล่าเรียน ความรักใคร่ เกรงกลัว
ศรี หมายถึง หลักทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้สอย สิริมงคล โชคลาภ ที่ได้มาเป็นสิ่งของต้องใช้จ่ายและที่จะได้ในภายหน้า
มูละ หมายถึง หลักทรัพย์เดิมที่ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาถึงตน และอยู่ในปัจจุบัน ตลอดฐานะญาติพี่น้องของเรา
อุตสาหะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร การทำงาน ผลสำเร็จจากการงาน รวมถึงการมีหัวคิดริเริ่ม และทิฐิมานะ
มนตรี หมายถึง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเรา อันอาจได้แก่ บิดามารดา อุปัชฌาย์ อาจารย์ ครู เจ้านาย และผู้ให้ความช่วยเหลือเราทุกคน
กาลกิณี หมายถึง ความชั่วร้าย ศัตรู คู่อาฆาต คนไม่ถูกกัน ความไม่ดีงามต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคนานาประการที่มาในทางเลวร้าย

ทั้งนี้และทั้งนั้นการนับวันตามแบบโหราศาสตร์ไทย จะถือเอาเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงเวลาพระอาทิตย์ตกเป็นเวลากลางวัน และตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นใหม่เป็นเวลากลางคืน รวมเป็นหนึ่งวัน ตามหลักนี้ดังกล่าวนี้จึงถือว่าเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเป็นวันใหม่ แต่เวลากลางคืนก่อนรุ่งสว่างยังคงเป็นส่วนของวันเก่าอยู่

ดังนั้นจะเริ่มนับวันใหม่ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. (๖ โมงเช้าโดยประมาณ แนะนำฟังข่าว ๗ โมงเช้าว่าพระอาทิตย์ขึ้นจริงเวลาเท่าไรกันแน่) หากจะตั้งชื่อเด็กให้ตรงกับวันดังกล่าวนั้นจริงๆให้พิจารณาถึงวันเกิดตามหลักโหราศาสตร์ไทย

ตามธรรมเนียมโบราณกล่าวไว้ในหลายตำราเกี่ยวกับวรรคอักษรที่นำมานำหน้าชื่อ เวลาตั้งชื่อมักนิยมใช้อักษรในวรรคเดช หรือวรรคมนตรี มานำหน้าชื่อเพศชาย และใช้อักษรในวรรคศรี หรือวรรคมนตรี นำหน้าชื่อเพศหญิง ปัจจุบันจะเลือกใช้อักษรในวรรคใดมานำหน้าก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญแก่วรรคเดช วรรคศรี และวรรคมนตรีอยู่เสมอ แต่จะมีการใช้วรรคมูละบ้าง (โดยเฉพาะสายสิบลัคนานั้นเน้นเป็นกรณีศึกษา ในการแก้ไขดวงชะตา) เช่น

ควรให้ความสำคัญกับการเงินการทอง ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน (โดยส่วนตัวให้ความสำคัญกับวรรคเดช วรรคศรี เพราะถือว่าเป็นคุณติดตัวไปตลอด ผู้ใหญ่ท่านจะอุปถัมภ์ค้ำชู เดี๋ยวหน้าที่การงาน การเงินก็ตามมาเอง) อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ สำหรับครุฑนาม หรืออักษรประจำวันอาทิตย์นั้น ให้อนุโลมให้ใช้ ไม้หันอากาศ (-ั) และเครื่องหมายทัณฑฆาต (การันต์, -์) ได้ สำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์อักษรเหล่านี้จะตรงกับอักษรวรรคกาลกิณี สรุปแล้วคือ คนเกิดวันจันทร์ส่วนใหญ่ชื่อจะไม่มีสระนั่นเอง.